ประมวลสาระงานวิจัย

 

การจัดทำประมวลสาระงานวิจัย

ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป

1.      ชื่อเรื่อง          

               การพัฒนาหนังสือกึ่งของเล่น เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารสำหรับเด็ก อายุ4 –6 ปีDEVELOPMENT OF TOY BOOKS FOR THE ENHANCEMENT OF THE EXECUTIVE FUNCTIONS OF CHILDREN AGED FOUR TO SIX YEARS

2.      คำสำคัญ     

     เด็ก, ทักษะการคิดเชิงบริหาร, หนังสือกึ่งของเล่น, โรงเรียนทางเลือก

          3. ปีที่ทำการวิจัย       2562

          4. ผู้วิจัย    เกศกนก ลมงาม

                        วัน เดือน ปีเกิด 13 มิถุนายน 2537

                         สถานที่เกิด มหาสารคาม

                   สถานที่อยู่ปัจจุบัน 199/325 หมู่บ้านกลางเมือง42 ซ.นวมินทร์42 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม 10240

          5. ที่ปรึกษางานวิจัย     อาจารย์ ดร. ยศไกร ไทรทอง

          6. สถาบัน/หน่วยงาน    มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

          7. สาขาวิจัย              สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบ

ส่วนที่ 2 สรุปผลงานวิจัย

          8. ภูมิหลัง/ความเป็นมาและสภาพปัญหา

                   ในปัจจุบันหากจะมองถึงการพัฒนาและการขับเคลื่อนทรัพยากรมนุษย์ สิ่งที่ต้องให้ ความสำคัญที่สุดของการพัฒนาก็คือการสร้างเด็กในวันนี้ให้มีคุณภาพ เพื่อที่จะให้เด็กเหล่านี้จะ เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า วัยเด็กเป็นช่วงที่มีพัฒนาการด้านสมองและการเรียนรู้ เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ในทศวรรษที่ผ่านมามีการใช้ศาสตร์ต่าง ๆ ไปวิเคราะห์สมอง เพื่อศึกษา พัฒนาการแต่ละขั้นตอน พบว่าโอกาสแห่งการเรียนรู้และอัตราการเรียนรู้สูงสุดอยู่ในช่วงวัยเด็ก การเติบโตและพัฒนาการของสมองสูงสุดในช่วง 0 - 6 ปี เป็น การเติบโตทางปริมาณ ทำให้สมอง ของเด็กมีขนาด 90- 95% และไม่ได้หยุดเติบโตเมื่ออายุ 6 ปี แต่เติบโตจนถึงอายุ 20- 25 ปี (อรุณ ศรี ละอองแก้ว, 2556, น. 2) จึงถือได้ว่าช่วงวัยเด็กเป็นช่วงวัยที่ต้องการการปลูกฝังบ่มเพาะเป็น พิเศษ โดยถือว่าการปลูกฝังจะเป็นการสร้างรากฐานของชีวิตที่ช่วยให้เด็กเติบโตและเอาชีวิตรอด ในสังคมยุคปัจจุบัน การพัฒนาเด็กจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากเนื่องจากสมองของเด็กจะได้รับ การสร้างและพัฒนาอย่างรวดเร็ว การพัฒนาเด็กในช่วงนี้จะเป็นรากฐานที่สำคัญของการเรียนรู้ และพัฒนาไปจนตลอดชีวิตของเด็กเอง ซึ่งถ้าเราปล่อยให้เวลาอันมีค่านี้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็จะไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ แต่ด้วยโลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พลิกผัน และเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุต่างๆ มากมายจากวิกฤตเหล่านี้ส่งผลให้เด็กไทยอายุ 0- 6 ปี จำนวน 4.58 ล้านคน มีผลกระทบจากสถานการณ์และปัญหาที่น่าเป็นห่วง จากการสำรวจ พบว่าเด็กไทยมีปัญหาพัฒนาการล่าช้า ไม่เหมาะสมกับวัยทั้งทางด้านพฤติกรรม อารมณ์และ ความคิด เฉลี่ยร้อยละ 30 (หนังสือพิมพ์บ้านเมือง, 2560)จากสภาวะเด็กไทยในยุคปัจจุบันต่าง บ่งชี้ไปว่าโลกในวันข้างหน้าย่อมมีความท้าทายมากขึ้น ถ้าหากโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วเกินไปหรือความรู้และข้อมูลหาง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส คนที่รู้มากที่สุดอาจจะไม่ใช่คนเก่ง ที่สุดอีกต่อไป (สุภาวดี หาญเมธี, 2559, น. 4) ย่อมตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องให้ ความสำคัญนั้นไม่ใช่แค่การศึกษาที่หยิบยื่นให้เด็กเพียงแค่นั้น แต่ควรที่จะสร้างโอกาส เพื่อที่จะให้ เด็ก ๆ ได้พัฒนา เรียนรู้ ฝึกฝนทักษะความสามารถในด้านต่าง ๆ ริเริ่มที่จะคิดด้วยตนเอง ลงมือ ปฏิบัติลองผิดลองถูกจนเกิดการเรียนรู้ รวมถึงการจัดการตนเองได้ เพื่อที่จะเติบโตขึ้นและสามารถ ดึงทักษะความรู้ความสามารถเหล่านั้นนำมาใช้ เพื่อที่จะให้เอาตัวรอดและใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่มี ความเปลี่ยนแปลงอย่างมีความสุข

          ทักษะการคิดเชิงบริหาร หรือ Executive Functions เป็นกระบวนการการใช้สมองใน ระดับสูงเป็นทักษะของสมองส่วนหน้าที่อยู่บริเวณหน้าผาก สมองส่วนนี้เป็นสมองชุดกระบวนการ ทางความคิด ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิด การรู้สึกและการกระทำของมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์คิดเป็น มีเหตุผล ยับยั้งชั่งใจได้ กำกับอารมณ์ได้ กำกับพฤติกรรมของตนเองได้ มีความรับผิดชอบ ยึดเป้าหมายทำมันให้สำเร็จ (สุภาวดี หาญเมธี, 2559, น. 20) ซึ่งเป็นทักษะที่มนุษย์นำมาใช้ใน การจัดการการเรียนรู้ ทักษะนี้เป็นนับว่าเป็นรากฐานของชีวิตในด้านความสำเร็จในการเรียน การทำอาชีพและการมีสัมพันธ์ไมตรีกับผู้อื่น เมื่อกล่าวถึงทักษะการคิดเชิงบริหารมนุษย์ทุกคนไม่ได้ เกิดมาพร้อมกับทักษะนี้ แต่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่จะพัฒนาทักษะเหล่านี้ ทักษะการ คิดเชิงบริหารเป็นทักษะที่ต้องถูกนำมาพัฒนาอย่างจริงจังและต่อเนื่องเป็นลำดับขั้นตอน สามารถ เรียนรู้ได้จากประสบการณ์จริง ผ่านการเลี้ยงดู เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดมา ซึ่ง ในขณะเดียวกันหน้าต่างของโอกาสที่สำคัญที่สุดของการเติบโตอย่างมากอยู่ในช่วงวัย 3 - 6 ปี หลังจากนั้นทักษะนี้จะเติบโตเพียงเล็กน้อยต่อไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เพราะฉะนั้นการที่เด็กจะ เก่งอย่างเดียวนั้นไม่ใช่คำตอบ เด็กที่จะมีชีวิตประสบความสำเร็จได้นั้นส่วนหนึ่งจะต้องมีทักษะการ คิดเชิงบริหารที่ดี กิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กได้ดีที่สุดมักจะเป็น กิจกรรมการเล่นทั่วไปของเด็ก เช่น การอ่านนิทาน ฟังดนตรีประกอบจังหวะ การทำงานบ้าน เป็นต้น ซึ่งในทางตรงกันข้ามปัจจัยที่ส่งผลลบกับทักษะการคิดเชิงบริหารก็มีเช่นเดียวกัน เช่น ความเครียด การใช้ความรุนแรง ความเศร้า ความเหงา โดดเดี่ยว ความกลัวและอยู่กับเทคโนโลยี ก่อนวัยอันควรในปริมาณที่มากเกินไป เหล่านี้อาจมีผลท าให้ทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็ก พัฒนาได้ไม่มากพอ

          ซึ่งการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็ก การเสริมสร้างที่ดีควรเริ่มต้นจากการอ่าน จะส่งผลต่อเด็กได้ดีและมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นด้วยการให้เด็กๆ อ่านหนังสือนิทาน หรือพ่อแม่อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง โดยที่พ่อแม่ควรอ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่แรกเกิดและ เลือกเนื้อหาที่มีความเหมาะสมกับวัยของเด็กจะทำให้นำไปสู่ทักษะในเรื่องภาษาและการสื่อสาร เด็กสามารถกำกับควบคุมตนเองและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดในที่สุด (นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล, 2559) ซึ่งการอ่านเป็นหนึ่งทักษะที่ต้องได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในทักษะนี้ไม่ใช่ แค่การอ่านออกหรืออ่านได้เพียงเท่านั้น จะต้องนำมาซึ่งความสุข ความเพลิดเพลินให้กับเด็ก เกิดกระบวนการเรียนรู้และนำไปสู่การพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ เช่น การฟัง การพูด การเขียน การวิเคราะห์ สังเคราะห์ โดยทักษะการคิดเชิงบริหารเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่าง สม่ำเสมอ เมื่อนำทักษะเหล่านี้มาผนวกกับการอ่าน การอ่านจะสามารถนำไปสู่ความเข้าใจได้ดี 3 คือ เด็กต้องมีทักษะการคิดเชิงบริหารที่ดีด้วย โดยทั่วไปแล้วทักษะการอ่านจะบอกถึง ความสามารถของทักษะการคิดเชิงบริหารในขณะเดียวกันทักษะการคิดเชิงบริหารก็จะบอกถึง ความสามารถในการอ่าน งานวิจัยมีผลออกมาว่าการพัฒนาความเชื่อมโยงของทักษะ 2 ด้านนี้มี ผลต่อกัน

          9. วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย

                   1. เพื่อศึกษาทักษะการคิดเชิงบริหารที่มีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างในเด็กอายุ 4 - 6 ปี

                   2. เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาของหนังสือกึ่งของเล่นในการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารที่มีความเหมาะสมต่อเด็กอายุ 4 - 6 ปี

                   3. เพื่อออกแบบและพัฒนาหนังสือกึ่งของเล่นในการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหาร

          10. ความสำคัญของการวิจัย

                   1. เพื่อศึกษาองค์ความรู้ด้านการออกแบบหนังสือกึ่งของเล่น โดยนำทักษะการคิดเชิงบริหารเป็นหลักในการพัฒนา

                   2. เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้สนใจหนังสือกึ่งของเล่นนำไปศึกษาและพัฒนา

          11. สมมติฐานการวิจัย

                   หนังสือกึ่งของเล่นเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารสำหรับเด็กช่วงอายุ 4 - 6 ปี สามารถเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารพร้อมความสนุกสนานและเพลิดเพลินร่วมกับการอ่านและยังเสริมสร้างความอดทนในการบรรลุเป้าหมายและสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น นำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้ดี ซึ่งเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตในวันข้างหน้าและเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อกลุ่มเป้าหมาย         

          12. นิยามศัพท์ 

                   1. เด็ก หมายถึง มนุษย์ที่มีอายุ 4 - 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีพัฒนาการด้านสมอง และการ เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และรวดเร็ว เด็กเป็นช่วงวัยที่ต้องการการปลูกฝัง บ่มเพาะเป็นพิเศษ โดยถือ ว่าการปลูกฝังจะเป็นการสร้างรากฐานของชีวิต จึงนับว่าเป็นโอกาสที่สำคัญที่สุดของการเติบโต ของทักษะการคิดเชิงบริหาร หรือ Executive Functions

                   2. ทักษะการคิดเชิงบริหาร หรือ Executive Functions หมายถึง ทักษะสมองที่เป็นการ ทางความคิด ทำงานในสมองส่วนหน้า สามารถพัฒนาได้ดีที่สุดในช่วงปฐมวัย คือ ช่วงอายุ 3- 6 ปี แต่หลังจากช่วงปฐมวัยจะมีการพัฒนาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทักษะการคิดเชิงบริหาร มีศักยภาพทำหน้าที่ คือ หน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก หน้าที่ในการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ วางแผน แก้ปัญหา หน้าที่ในการควบคุมพฤติกรรม และสั่งการให้มีการกระทำต่าง ๆ

                   3. หนังสือกึ่งของเล่น หมายถึง หนังสือที่มีเนื้อหาเหมาะสำหรับเด็กช่วงอายุ 4 - 6 ปี โดยมีเนื้อหาที่สนุกสนานและมีส่วนประกอบที่ขยับได้ เปิดปิดได้ มีทางเลือกให้กับผู้อ่าน สีสันสดใส สามารถกระตุ้นทักษะเด็กๆ สามารถทำให้เด็กสนใจเป็นเวลานานขึ้น

                   4. โรงเรียนทางเลือก หมายถึง โรงเรียนที่มีรูปการศึกษาต่างจากการศึกษากระแสหลัก โรงเรียนทางเลือกมุ่งเน้นให้เด็กได้เรียนรู้จากนอกห้องเรียน เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จาก ธรรมชาติ เพื่อน นำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง    

          13. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

               ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และนําเสนอตาม

หัวข้อต่อไปนี้

               1. ทักษะการคิดเชิงบริหาร หรือ Executive Functions

                   1.1 ทักษะการคิดเชิงบริหาร

                   1.2 ลักษณะและองค์ประกอบของทักษะการคิดเชิงบริหาร

                   1.3 ทักษะการคิดเชิงบริหารเด็กปฐมวัย

                   1.4 การส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารสำหรับเด็กปฐมวัย

                   1.5 ทักษะการคิดเชิงบริหารกับการอ่าน

              2. หนังสือสำหรับเด็ก

                   2.1 ความหมายของหนังสือสำหรับเด็ก

                   2.2 ประเภทของหนังสือสำหรับเด็ก

                   2.3 ลักษณะของหนังสือสำหรับเด็ก

                   2.4 นิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

                   2.5 การเขียนหนังสือสำหรับเด็ก

                   2.6 หนังสือกึ่งของเล่น

                   2.7 ภาพประกอบ

                   2.8 การออกแบบและองค์ประกอบของหนังสือ

              3. การเล่นสำหรับเด็ก

                   3.1 ความหมายของการเล่น

                   3.2 ความสำคัญของการเล่น

                   3.3 ประเภทของการเล่น

                   3.4 ประโยชน์ของการเล่น

              4. การศึกษาทางเลือก

                   4.1 หลักสูตรและการเรียนการสอนสำหรับการศึกษาทางเลือกในไทย

                   4.2 โรงเรียนทางเลือก

              5. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

                   5.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์

                   5.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์

              6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

          14. ทฤษฎีทางการศึกษาปฐมวัย

                   การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อสร้างแรงจูงใจในการอ่าน ของเด็ก ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาและค้นคว้าแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางใน การศึกษาดังต่อไปนี้

                   5.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์(Piaget) เกิดจากองค์ประกอบของ สิ่งแวดล้อมและพันธุกรรม โดยการเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะได้รับ การพัฒนาไปตามช่วงวัยและเป็นไปตามล าดับขั้นตอน การพัฒนาในเด็กนั้นเป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่สามารถเร่งการพัฒนาจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งได้ เนื่องจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วจะทำ ให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก จะสามารถส่งเสริมให้เด็ก พัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียเจต์ได้สรุปพัฒนาการทาง สติปัญญาของมนุษย์เป็น 4ระยะ ดังนี้

                        5.1.1ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensorymotor Stage) ระยะแรกเกิด - 2 ปี เด็กในช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาทักษะทางกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว โดยถือว่าพื้นฐานสำคัญ ของพัฒนาการ ทางสติปัญญา เด็กจะมีพัฒนาการการเคลื่อนไหวที่มีความเหมาะสมกับ สภาพแวดล้อม

                        5.1.2 ขั้นก่อนปฏิบัติการความคิด (Pre - Operational Stage) อายุตั้งแต่ 2 - 7 ปี เป็นวัยที่ เข้าใจสัญลักษณ์ต่าง ๆ และสามารถใช้สัญลักษณ์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                        5.1.3 ขั้นปฏิบัติความคิดทางรูปธรรม (Concrete - Operational Stage) อายุตั้งแต่ 7 - 11 ปีเด็กจะมีความเข้าใจปัญหาในหลายแง่มุมและเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง ส่งผลถึงการ แก้ปัญหาเรื่องราวต่าง ๆ เด็กจะอธิบายหรือแก้ปัญหาโดยอาศัยการกระทำกับของจริงหรือสิ่งของที่ เป็นวัตถุเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถคิดในเชิงนามธรรมได้ เด็กจะอธิบายหรือแก้ปัญหาโดยอาศัยการ กระทำกับของจริงหรือสิ่งของที่เป็นวัตถุเท่านั้น

                        5.1.4 ขั้นปฏิบัติความคิดทางนามธรรม (The Period of Formal Operational Stage) อายุ ตั้งแต่ 11 - 15 ปี ขั้นนี้เป็นขั้นที่เด็กจะสามารถมองเห็นความชัดเจนทางนามธรรม โดยเริ่มเข้าใจเหตุและผล สามารถอาศัยหลักเกณฑ์ของความสัมพันธ์ต่าง ๆ มาประกอบกับการใช้ เหตุผลได้ สามารถแก้ปัญหา อย่างมีระเบียบ ตั้งสมมติฐานโดยอาศัยจินตนาการหรือการสังเกต ของตนได้ และเป็นระยะที่โครงสร้าง ทางสติปัญญาพัฒนาสูงสุด เด็กวัยนี้จะมีความสามารถเชิง อุปมานและอนุมานมากขึ้น

                   5.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์กล่าวว่าเด็กปฐมวัยจะเรียนรู้และเข้าใจ จากการกระทำ โดยเก็บเป็นข้อมูลในการพัฒนาสติปัญญาอย่างต่อเนื่อง บรูเนอร์ (Bruner) ได้ จัดลำดับขั้นพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กหรือโครงสร้างทาง สติปัญญาเป็น 3ขั้น ดังนี้

                        5.2.1 ขั้นสัมผัส (Enactive Stage) เด็กจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งแวดล้อมผ่าน การกระทำหรือการลงมือปฏิบัติการเรียนรู้ในขั้นนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถใน การเคลื่อนไหว การใช้ร่างกายในส่วนต่าง ๆ และการแสดงออกซึ่งความรู้สึก

                        5.2.2 ขั้นคิดจากภาพที่ปรากฏ (Iconic Stage) เด็กจะเรียนรู้ผ่านการมองรูปภาพ หรือต้นแบบ จะเริ่มพัฒนาวิธีการจ าโดยใช้จินตนาการมากขึ้น ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวของเด็ก จะขึ้นอยู่กับการรับรู้โดยการใช้ประสาทสัมผัสมากกว่าการใช้ภาษา การเรียนรู้ในขั้นนี้มี ความสัมพันธ์โดยตรงกับการเรียนหรือการแสดงออกผ่านงานศิลปะ ซึ่งต้องใช้ทั้งสายตาและมิติ สัมพันธ์

                        5.2.3 ขั้นสัญลักษณ์ (Symbolic Stage) เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยผ่านระบบ สัญลักษณ์ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน และการจัดลำดับ รวมตลอดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นนามธรรม ซึ่งจะช่วยให้เด็ก เข้าใจข้อมูลต่าง ๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้น

          15. กรอบแนวคิดในการทำวิจัย





 

 

 



          หนังสือกึ่งของเล่นเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารถูกออกแบบโดยนำทักษะการ คิดเชิงบริหารมาผนวกกับหลักการแต่งนิทาน ภาพประกอบและเทคนิคกึ่งของเล่น เพื่อพัฒนาสู่ ต้นแบบของหนังสือกึ่งของเล่น เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหาร

          16. รูปแบบการวิจัย

          ผลการวิเคราะห์เนื้อหาของหนังสือกึ่งของเล่น เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารที่มี ความเหมาะสมในเด็กอายุ 4 –6 ปี เรื่องการควบคุมอารมณ์         

 



          17. ประชากร

                   เด็กอายุ 4 - 6 ปี ที่ศึกษาในโรงเรียนทางเลือก

          18. กลุ่มตัวอย่าง

                    เด็กอายุ 4 - 6 ปี ที่ศึกษาใน โรงเรียน ทางเลือกเขตกรุงเทพและปริมณฑลจำนวน 15 คน

          19. ตัวแปร

                   ตัวแปรที่ศึกษา

               1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ต้นแบบหนังสือกึ่งของเล่น เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหาร หรือ Executive Function (EF)

                     2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการคิดเชิงบริหาร

          20. เครื่องมือ

                   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                      1. แบบสอบถามชุดที่ 1 สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและทักษะการคิดเชิงบริหาร                                                  2. แบบสอบถามชุดที่ 2 สำหรับผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมสำหรับเด็ก

                       3. แบบสอบถามชุดที่ 3 สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือเด็ก

                     4. แบบสอบถามฉบับที่ 4 แบบประเมินทักษะการคิดเชิงบริหาร เรื่องการควบคุมอารมณ์และการมุ่งสู่เป้าหมาย

                    5. แบบสอบถามฉบับที่ 5 แบบประเมินทักษะการคิดเชิงบริหารเรื่อง4 - 6 ปี เรื่องการควบคุมอารมณ์และการมุ่งสู่เป้าหมาย 

          21. วิธีรวบรวมข้อมูล

                การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 5 ช่วงได้แก่

                   ช่วงที่ 1 ใช้แบบสอบถามชุดที่ 1 ปี ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) โดยแบบสอบถามชุดที่ 1 สำหรับคุณครูจากโรงเรียนทางเลือก โดยมี ประสบการณ์การสอนในโรงเรียนทางเลือกเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี จำนวน 20 ท่าน โดยใช้เกณฑ์ ความเหมาะสมในการคัดเลือกทักษะการคิดเชิงบริหารที่แบ่งออกเป็น 9 กลุ่มทักษะ ดังนี้ 1) ความจำเพื่อการใช้งาน (Working Memory) 2) การยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) 3) การยืดหยุ่นความคิด (Shifting หรือ Cognitive Flexibility) 4) การใส่ใจจดจ่อ (Focus หรือ Attention) 5) การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) 6) การติดตามประเมินตนเอง (Self – Monitoring) 7)การริเริ่มลงมือทำ (Initiating) 8) การวางแผน (Planning & Organizing) 9) การมุ่ง สู่เป้าหมาย (Goal – Directed Persistence)

                   ช่วงที่ 2 ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบการสัมภาษณ์ (Interview) โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมสำหรับเด็กเพื่อศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาของหนังสือกึ่งของเล่นใน เรื่องการควบคุมอารมณ์และการมุ่งสู่เป้าหมาย ผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอาจารย์จาก สถาบันต่าง ๆ บรรณาธิการหนังสือเด็กและนักจิตวิทยาเด็ก โดยมีประสบการณ์การทำงานเป็นเวลา ไม่ต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 3 ท่าน

                   ช่วงที่ 3 ใช้แบบสอบถามชุดที่ 3 สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือสำหรับเด็กและ อาจารย์เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือสำหรับเด็กอายุ 4 - 6 ปี โดยผู้วิจัยได้คัดเลือก ตามเกณฑ์ดังกล่าวจำนวน 3 ท่าน

                   ช่วงที่ 4 ใช้แบบสอบถามชุดที่ 4 สำหรับเด็กอายุ 4- 6 ปี โดยแบบสอบถามชุดที่ 4 เพื่อประเมินทักษะของเด็กก่อนเล่นหนังสือกึ่งของเล่น เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหาร สำหรับเด็กโรงเรียนทางเลือก อายุ 4 - 6 ปีผู้วิจัยใช้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 คน

                    ช่วงที่ 5 ใช้แบบสอบถามชุดที่ 5 สำหรับเด็กอายุ 4- 6 ปี โดยแบบสอบถามชุดที่ 5 เพื่อประเมินทักษะของเด็กหลังเล่นหนังสือกึ่งของเล่น เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหาร สำหรับเด็กโรงเรียนทางเลือก อายุ 4 - 6 ปีผู้วิจัยใช้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 คน

          22. การวิเคราะห์ข้อมูล

                   การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายของงานวิจัยเพื่อ 1) เพื่อศึกษาทักษะการคิดเชิงบริหารที่มีความเหมาะสมต่อเด็กอายุ 4 - 6 ปี 2) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาของหนังสือกึ่งของเล่นในการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารที่มีความเหมาะสมต่อเด็กอายุ 4 - 6 ปี3) เพื่อออกแบบและพัฒนาหนังสือกึ่งของเล่นในการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหาร โดยผู้วิจัยขอเสนอผลการ

วิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

                   1. ผลการวิเคราะห์ทักษะการคิดเชิงบริหารที่มีความจำเป็นที่ต้องเสริมสร้างในเด็กอายุ 4 - 6 ปี

                   2. ผลการวิเคราะห์แนวทางในการแต่งวรรณกรรมสำหรับเด็กอายุ 4 - 6 ปีเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารในเรื่องการควบคุมอารมณ์และการมุ่งสู่เป้าหมาย

                   3. ผลการวิเคราะห์ความเหมาะสมในการแต่งวรรณกรรมสำหรับเด็กอายุ 4 - 6 ปีเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารในเรื่องการควบคุมอารมณ์และการมุ่งสู่เป้าหมาย

                   4. ผลการวิเคราะห์แนวทางในการออกแบบหนังสือกึ่งของเล่น สำหรับเด็กอายุ 4 - 6 ปี

                   5. ผลการวิเคราะห์ความเหมาะสมในการออกแบบหนังสือกึ่งของเล่นสำหรับเด็กอายุ 4 - 6 ปี

                 6. ผลการวิเคราะห์การเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารด้วยหนังสือกึ่งของเล่นสำหรับเด็กอายุ 4 - 6 ปี ในเรื่องการควบคุมอารมณ์และการมุ่งสู่เป้าหมายขณะก่อนการเล่นและหลังการเล่น

                 7. ผลการวิเคราะห์การเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารด้วยหนังสือกึ่งของเล่นสำหรับเด็กอายุ 4 - 6 ปี ในขณะก่อนการเล่นและหลังการเล่น

          23. ผลการวิจัย

                   2.1 ทักษะการคดิเชงิบริหารที่มีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างในเด็กอายุ4 - 6 ปี จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาทักษะการคิดเชิงบริหารที่มีความจำเป็นต่อการ เสริมสร้างในเด็กอายุ 4 - 6 ปี ผลการวิจัยพบว่าทักษะการคิดเชิงบริหารเป็นทักษะที่นำไปสู่ ความสำเร็จ ทักษะสมองที่เป็นรากฐานนำไปสู่การมีพัฒนาการครบรอบด้านของมนุษย์ ซึ่งทักษะ สมองนี้เป็นเป็นชุดกระบวนการทางความคิด ทำงานภายในสมองส่วนหน้า มีหน้าที่ในการจัดการ ความรู้สึก การคิดและการกระทำ ช่วยให้มนุษย์คิดเป็น ทำให้แต่ละบุคคลมีทักษะพื้นฐาน โดย สามารถนำไปพัฒนาตนได้และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพโดยผ่านกระบวนการทั้ง 9 ทักษะ ดังนี้ 1) ความจำเพื่อการใช้งาน (Working Memory) 2) การยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) 3) การยืดหยุ่นความคิด (Shifting หรือ Cognitive Flexibility) 4) การใส่ใจจดจ่อ (Focus หรือ Attention) 5) การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) 6) การติดตามประเมินตนเอง (Self – Monitoring) 7) การริเริ่มลงมือทำ (Initiating) 8) การวางแผน (Planning & Organizing) 9) การ มุ่งสู่เป้าหมาย (Goal – Directed Persistence)

                   2.2 เนื้อหาของหนังสือกึ่งของเล่นในการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารที่มี ความเหมาะสมต่อเด็กอายุ 4 - 6 ปี

                        2.2.1 เนื้อหาของนิทานสำหรับเด็กโดยมีแก่นของเรื่องเป็นแกนหลักที่จะใช้เชื่อมโยง ไปยังทุก ๆ จุดของเนื้อหาในนิทานเรื่องนั้น โดยมีการวางแก่นเรื่องไว้เพื่อให้เรื่องราวที่เขียนขึ้นไม่มี การหักเหไปในทิศทางอื่นจนสร้างความซับซ้อนและทำให้เด็กเข้าใจถึงเนื้อหาในเรื่องได้ยาก โดย เนื้อหาของเรื่องนั้นจะต้องมีความชัดเจน มีความกระชับไม่ยาวแต่ก็ไม่สั้นมากเกินไป เด็กสามารถ ทำความเข้าใจได้ง่าย การดำเนินเรื่องและการจบเรื่องเป็นจุดสำคัญที่จะสอดแทรกคำสอนต่าง ๆ ให้กับเด็กเพื่อให้เด็กที่ได้อ่านรู้สึกสนุกสนานกับการอ่านและได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน โดยสอดคล้อง กับงานเขียนของ ชีวัน วิสาสะ (2548) พบว่าการกำหนดจุดประสงค์ของเรื่องไว้อย่างชัดเจนก่อน การเริ่มลงมือแต่งนิทาน จะส่งเสริมให้นิทานเรื่องนั้น ๆ มีจุดเด่นและจะสามารถสร้างจุดจดจำที่ดี ให้กับเด็ก โดยเนื้อหาของนิทานมุ่งไปที่จุดประสังค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งนิทาน 1 เล่มควรทำให้มีการเล่าเรื่อง เพียงแค่ 1 เรื่องราวเท่านั้น เพื่อที่จะสร้างความชัดเจน ไม่ทำให้เด็กเกิดความสับสนในการเรียบ เรียงเรื่องราวที่ได้อ่านและอาจทำให้เด็กหมดความสนใจไปได้

                   2.3 หนังสือกึ่งของเล่นในการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหาร หนังสือกึ่งของเล่นเป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นเพื่อเด็กวัยก่อนเรียนและวัยกำลังเริ่มเรียน เพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในด้านต่าง ๆ เช่น พัฒนาการทางด้านภาษา พัฒนาการทางด้านการ เรียนรู้ เป็นต้น หนังสือกึ่งของเล่นจะมีเทคนิคที่หลากหลายมาประกอบกับเนื้อหานิทานและ ภาพประกอบ โดยหนังสือกึ่งของเล่นจะใช้วัสดุที่มีความหลากหลาย เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกที่ หลากหลายให้กับผู้อ่าน เช่น กระดาษแข็ง ผ้า พลาสติก เป็นต้น ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน หนังสือกึ่งของเล่นจะช่วยให้เด็กเกิดความสนใจในการอ่านหนังสือและทำให้เด็กเกิดความ สนุกสนานเพลิดเพลินไปด้วย

          24. ประโยชน์ที่ได้จากการอ่านงานวิจัย

                1. ทักษะการคิดเชิงบริหารที่มีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างในเด็กอายุ 4 - 6 ปี                                                  2. ศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาของหนังสือกึ่งของเล่นในการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารที่มีความเหมาะสมต่อเด็กอายุ 4 - 6 ปี                                                                                                                                    3. ออกแบบและพัฒนาหนังสือกึ่งของเล่นในการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหาร

          25. เอกสารอ้างอิง

             วิมลิน มีศิริ. (2551). โครงสร้างการเล่าเรื่องกับการสื่อสารความหมายสำหรับเด็ก.                                                         (วิทยานิพนธ์ ว.ม. (การบริหารสื่อสารมวลชน)). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สืบค้น จาก                                         http://digi.library.tu.ac.th/thesis/jc/1589/01TITLE.pdf

             สนิท สัตโยภาส. (2536). การออกแบบและเขียนภาพประกอบสำหรับเด็ก (พิมพ์ครั้งที่1).                                           กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.

             สมจินตนา คุปตสุนทร. (2547). การศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ                                             การจัดประสบการณ์การละเล่นพื้นบ้านของไทย. (ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย).                                   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,

              สมบัติ กาญจนกิจ. (2535). นันทนาการชุมชนและโรงเรียน (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: ศูนย์                                        หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

              สมพร จารุนัฐ. (2538). คู่มือการเขียนเรื่องบันเทิงคดีและสารคดีสำหรับเด็ก (พิมพ์ครั้งที่ 2).                                              กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว.

              สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2552). หนังสือสำหรับเด็ก 6เดือน -6 ปี โครงการ                                                    หนังสือเล่มแรกBookstart (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิก.

               สุชาดา จักรพิสุทธิ. (2548). การศึกษาทางเลือก โลกแห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน (พิมพ์ครั้ง ที่ 1).                                     กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

               สุภาวดี หาญเมธี. (2559). พัฒนาทักษะสมอง EF ด้วยการอ่าน (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ:                                           ไอดีออลดิจิตอลพรินท์.

               หนังสือพิมพ์บ้านเมือง. (2560). หนุนแบบประเมิน EF คัดกรองพฤติกรรม-อารมณ์. สืบค้น                                         จาก http://www.banmuang.co.th/news/bangkok/80817

               อดิศักดิ์ผลิตผลการพิมพ.์(2548). การศึกษาการเฝ้าระวังและจัดการความเสี่ยงต่อความ

ความรู้ที่ได้รับ

ได้รู้จักส่วนประกอบต่าง ๆ ของรายงานการวิจัย และได้ฝึกการเขียนรายงานการวิจัย ทำให้มีพื้นฐานการเขียนรายงานการวิจัย เพื่อเป็นแนวทางในการเขียนวิจัยที่สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในอนาคตได้

                  

 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บทที่ 2 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 5 การสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

219จันทราพร หอมขจร